เตือนเด็กไม่ควรนั่งคู่คนขับ ถุงลมนิรภัยทำงาน’อาจตาย’

นักวิชาการเตือน ไม่มี “คาร์ซีท” ก็ไม่ควรให้ลูกนั่งคู่คนขับ เกิดอุบัติเหตุถุงลมนิรภัยทำงานลูกอาจตายได้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทกลับหลังเซฟกระดูกต้นคอ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า การใช้คาร์ซีทกับเด็กเมื่อโดยสารรถยนต์ จะช่วยลดอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในต่างประเทศมีผลวิจัยออกมาแล้ว

ว่าคาร์ซีทจะช่วยลดอุบัติในกลุ่มเด็กเล็ก (1-6ขวบ) ได้ 70% เด็กโต (5 ขวบขึ้นไป) 45-50% เนื่องจากสรีระของเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ กระดูกต้นคอยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อเกิดการชน คอจะถูกแรงเหวี่ยงไปข้างใดข้างหนึ่ง จนกระทบไปถึงกระกดูสันหลัง ดังนั้นในเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ต้องจับเด็กนั่งบนคาร์ซีทในลักษณะหันหลัง เพราะเมื่อรถชน กระดูกต้นคอที่ด้านหลังจะไม่กระแทก ส่วนเด็กที่โตแล้ว 9 ขวบขึ้นไป นั่งลักษณะท่าปกติได้

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวต่อว่า ผู้โดยสารเด็กแม้นั่งอยู่ในคาร์ซีท ก็ไม่ควรนั่งเบาะโดยสารคู่คนขับ เพราะรถยนต์มีถุงลมนิรภัยอยู่ด้านนหน้า เมื่อเกิดอุบัติเหตุถุงลมนิรภัยทำงานออกมา จะปิดหน้าปิดจมูกเด็กหายใจไม่ได้ ทั้งนี้เคยมีกรณีคุณแม่ท่านหนึ่ง โพสต์ในพันทิปมาแล้วว่า ขับชนฟุตบาธแล้วถุงลมนิรภัยทำงาน ลูกได้รับบาดเจ็บ แม้อยู่ในคาร์ซีท พร้อมตั้งข้อสงสัยของการทำงานของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ ทั้งนี้เข็มขัดนิรภัยออกแบบสำหรับผู้ใหญ่ เด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ขวบ สูงไม่ถึง 140 ซม. หนักไม่เกิน 30 กก. จะใช้เข็มขัดนิรภัยไม่ได้เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุเข็มขัดนิรภัยจะไปรัดคอเด็ก สำหรับคำแนะนำที่ปลอดภัย เมื่อพาเด็กขึ้นรถต้องใช้ระบบ Child log หรือระบบล็อคประตูที่เปิดจากด้านนอก ป้องกันอีกที ซึ่งส่วนใหญ่มีอยู่ในระบบรถยนต์ทุกคัน นอกจากนี้สิ่งที่น่าห่วงพ่อแม่มักอุ้มเด็กเล็กไว้ เพราะคิดว่าเอาอยู่ แต่หลักการเกิดอุบัติเหตุนั้น ขนาดศีรษะของเด็กเล็กคิดเป็น 30% ของน้ำหนักร่างกายเมื่อรถชน หัวเด็กจะได้รับแรงกระแทกก่อนร่างกาย

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวต่อว่า การบังคับใช้กฏหมายให้เด็กต้องใช้คาร์ซีทนั้น ในบ้านเราคงจะยากเพราะอาจถูกแรงต้าน เนื่องจากราคาคาร์ซีทอยู่ที่หลักพัน จนถึงหลักหมื่นแต่ถ้าเทียบกับราคารถคิดเป็นแค่ 1% ของราคารถเท่านั้น ซึ่งรัฐต้องพยายามสื่อสารกับประชาชนให้เห็นความสำคัญของคาร์ซีท รวมทั้งไปปรับปรุงกลไกของราคาคาร์ซีทด้วยการลดภาษีเพราะเป็นสินค้านำเข้า ตลอดจนสนับสนุนให้มีส่งต่อคาร์ซีท เพราะเมื่อเด็กโตขึ้นอุปกรณ์ชนิดนี้ไม่ต้องใช้แล้ว จะทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ ส่วนกรณีที่พ่อแม่มักอ้างว่าลูกไม่นั่งคาร์ซีทนั้นเพราะไม่ฝึกให้นั่งตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นจึงปฏิเสธ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews